การต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการในยุคใหม่ – ไม่ต้องอาย เอาไปเลย
ส่วนสูงแล้ว ถึงเวลาก้าวไปข้างหน้า
คุณทำงานมา 2-3 ปีแล้ว ตัวเองเติบโตขึ้นเยอะ ทักษะดีขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น แต่เงินเดือนยังเดิมเหมือนวันแรกเข้างาน รู้สึกไม่เท่าไหร่ใช่ไหม
หรืออีกกรณี: เพิ่งได้หน้างานใหม่ แล้วค่อยรู้ว่าเพื่อนๆ ในตำแหน่งเดียวกัน ที่บริษัทอื่น ได้เงินเดือนสูงกว่านี้ไม่น้อย
สถานการณ์แบบนี้อยู่เรื่อยๆ ในตลาดแรงงานไทยปัจจุบัน และความจริงก็คือ คุณมีสิทธิ์ที่จะนั่งลงคุยเรื่องนี้กับหัวหน้า อย่างเปิดเผยและมีเกียรติ ไม่ต้องอายหรือรู้สึกว่าเป็นความประจบ
ทำไมการต่อรองถึงสำคัญ?
ถ้าหากเงินเดือนของคุณต่ำกว่ามูลค่าของคุณ 10% ทำให้เสียไปเท่าไหร่ในช่วง 5 ปี 10 ปี? คิดแล้วสิ้นหวังใช่ไหม
การต่อรองไม่ใช่เรื่องน่าเกรงขาม เป็นการดูแลตัวเองและรู้มูลค่าของตัวเอง บริษัทที่ดีจะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องปกติ และมักสงวนงบประมาณไว้สำหรับเรื่องแบบนี้ ถ้าคุณเจอคนที่โกรธหรือไม่พอใจแค่เพราะเธอขอพูดถึงเงิน... ลองสะเทือนใจเสียหน่อยว่าคุณควรจะทำงานกับบริษัทอันนั้นจริงๆ หรือเปล่า
ตรงไหนบ้างที่ควรต่อรอง
1. เงินเดือนพื้นฐาน
ตรงไปตรงมาเลย นี่คือที่หลักที่สุด ตัวเลขนี้ส่งผลต่อทุกอย่าง: โบนัส ลาพักร้อน เบี้ยประกันสังคม
แล้วเงินเดือน "เท่าไหร่" เป็นเงินเดือนที่สมควร? สามารถเช็ค salary surveys ของบริษัท HR ต่างๆ ดูช่วงอัตราเงินเดือนของตำแหน่งของคุณในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นกลาง
2. โบนัส และสิ่งเสริมอื่นๆ
บางบริษัทให้โบนัส 1-2 เดือน บางที่ให้ 3-6 เดือน บางที่คิดตามผลงาน บางที่คิดตามสถานะ โบนัสเพิ่มเติม บ่อยครั้ง ไม่มีใครบอกว่าต้องยอมรับสิ่งที่บริษัทเสนอมาก่อน เธอเสนอมา แล้วคุณก็มีเสรีภาพในการเสนอตัวเลขกลับไป
3. สวัสดิการ (Benefits)
บริษัทเดิมเจอบ้าง สวัสดิการเยอะเอี่ยม เหมือน:
- ประกันสุขภาพ (เอกชน) ที่ครอบคลุมคนในครอบครัว
- เบี้ยประกันชีวิต
- พักร้อน (วันลาพักร้อนต่อปี)
- ลาป่วยเพิ่มเติม หรือลาเลขานุการเพิ่มเติม
- ลาเรียน (สำหรับคนเรียนต่อ)
- ค่าเดินทาง หรือรถรับส่ง
- ค่า WiFi ที่บ้าน (สำหรับคนทำงานรีโมท)
- โอกาสพัฒนาทักษะ: คอร์ส หรือการประชุมวิชาการ
- ที่อยู่อาศัยเบื้องต้น หรือสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ
- กองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่บริษัทสมทบเพิ่มเติม
เรื่องสวัสดิการเพียงแต่บาง บริษัทไม่ได้แจกแจงให้ชัด บางที่คุณต้องสอบถาม บางที่ต้องขอ ลองสักครั้งดูว่ามีอะไรพิเศษเพื่อให้มัน "อยู่ในแพ็คเกจ" ของคุณ
4. ความยืดหยุ่นในงาน (Flexibility)
เรื่องสวัสดิการจึงไม่ได้มีแต่เงิน ในยุคนี้ ความยืดหยุ่นนับเป็นคุณค่าสูงมาก ว่า:
- ลดชั่วโมง (ถ้าจะเรียนต่อ หรือมีโครงการส่วนตัว)
- ทำงานรีโมท เต็มเวลา หรือบางวัน
- ปรับเวลาเข้า-ออก
- สัปดาห์ 4 วัน (อันนี้ยังหายากไทย แต่มีบริษัทเล็กเริ่มลองแล้ว)
สิ่งพวกนี้ อาจมีคุณค่ามากกว่าเงินเดือนเพิ่มอีก 2,000 บาทด้วยซ้ำ ลองคิดดูสิว่าเวลาและสุขภาพจิตคุณมีค่าเท่าไหร่
เตรียมตัวก่อนจะคุย
ทำให้ตัวเองพร้อม
ก่อนนั่งลงคุยกับหัวหน้า คุณควรเตรียมตัวให้แน่นอน:
- สรุปผลงานของคุณ: ใน 6-12 เดือนที่ผ่านมา คุณทำไหนบ้าง ประสบความสำเร็จยังไง ผลมูลค่าต่อบริษัทเท่าไหร่
- ทักษะใหม่ที่ได้: คุณเรียนอะไรใหม่ ได้ใบรับรองอะไร เก่งขึ้นไปจากเดิม
- ข้อมูลตลาด: เงินเดือนปกติของตำแหน่งนี้ที่อื่นเท่าไหร่ (อย่าอ้างตัวเลขสูงจนฟังดูไม่สมเหตุสมผล)
- ความจำเป็น: ถ้าคุณมีความต้องการเฉพาะ (เช่น ต้องลาเรียน หรือต้องอยู่ใกล้บ้าน) ลองคิดว่าจะขอแบบไหน
เลือกเวลาที่ดี
อย่าเลือกเวลาที่หัวหน้าเครียด หรือหลังจากข่าวลือ "บริษัทจะมีการปรับปรุง" ลองจัดนัดอย่างเป็นทางการ บอกหัวหน้าว่า "ครับ/ค่ะ มีเรื่องขอคุยนะ" เพื่อให้เธอเตรียมใจและเวลาสำหรับสนทนาที่สำคัญ
วิธีคุย ที่ไม่เสี่ยง
เปิดประเด็นอย่างมืออาชีพ
ตัวอย่างวิธีพูด:
"ครับ/ค่ะ ผมได้คิดดูกับความเติบโตของตัวเองในบริษัทนี้ และอยากคุยเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการบ้าง ผมเชื่อว่าผลงานของผมมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าสักปีที่แล้ว และอยากเสนอให้ปรับเปลี่ยนตามแนว"
ไม่ต้องเสียมารยาทหรืออ้อม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
เน้นว่ามูลค่าของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของคุณ
อย่าพูดแบบนี้: "ผมเงินไม่พอใช้แล้ว ให้เพิ่มเงินด้วย"
พูดแบบนี้แทน: "ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นมูลค่ามากขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดตอนนี้"
ผลต่างมากเลย คำแรกฟังดูเหมือนคำขอ คำที่สองฟังดูเหมือนการเจรจาระหว่างมืออาชีพ
พูดตัวเลข แต่ไม่ขาดความยืดหยุ่น
มีความชัดเจนในตัวเลขที่เสนอ ("เสนอเงินเดือน 35,000 บาท" ชัดกว่า "เสนออยากได้เยอะๆ") แต่พูดแบบที่มีโอกาสการเจรจา
ตัวอย่าง: "ผมศึกษาข้อมูลตลาดแล้ว และเสนออยากได้เงินเดือนอยู่ในช่วง 35,000-38,000 บาท โดยปรึกษากับหัวหน้าว่า ตัวเลขไหนที่สมควรกับสถานการณ์ของบริษัทตอนนี้"
มันดูเหมือนคุณทำการบ้านแล้ว และพร้อมที่จะยืดหยุ่น
เตรียมตัวรับคำตอบ
อาจจะไม่ตกลงได้ทันที บางครั้งหัวหน้าอาจ:
- พูดว่า "ต้องไปคุยกับสายการจัดการหรือผู้บริหาร"
- ขอเวลา 1-2 สัปดาห์ในการพิจารณา
- เสนอตัวเลขที่ต่ำกว่า แต่ตกลงได้ 50%
- ไม่อนุมัติเงินเดือน แต่อนุมัติโบนัส หรือสวัสดิการเพิ่มเติม
ทุกสิ่งนี้ปกติ อย่าหมดความเชื่อใจเลย ถ้าเจอการปฏิเสธครั้งแรก ลองถาม "ต้องไปตรวจสอบเงื่อนไขอะไร ถึงจะสามารถทำได้ ครับ/ค่ะ" เพื่อให้ขาดทางไปข้างหน้า
จะเป็นยังไง ถ้าคุณเป็นพนักงานใหม่?
ก่อนลงสายเซ็นต์สัญญา ถึงเวลาต่อรอง นี่จริงๆ ที่สำคัญที่สุด
ถ้าหัวหน้า HR เสนอเงินเดือน บอกว่า "ให้เวลา 1-2 วันคิด" แล้วลองตอบกลับมา "ขอบคุณนะค่ะ/ครับ หลังจากพิจารณาแล้ว ผมเสนออยากได้เงินเดือน [ตัวเลขนี้] เนื่องจาก [เหตุผล]" เก้าครั้งจากสิบ ตัวเลขจะขึ้นไป หรือน้อยที่สุด พวกเขาก็จะชื่นชม ความกล้าและความชัดเจนของคุณ
ในช่วงสมัครสอบ คุณมี leverage มากที่สุด ถ้าพลาดตอนนี้ต้องรอ 3-4 ปี
เมื่อตลาดเปลี่ยน ทีมบริษัทเปลี่ยน
มีเหตุการณ์บางอย่างที่แสดงว่า "คุณควรจะคิดเรื่องการต่อรองใหม่":
- คุณได้โครงการใหญ่ใหม่ หรือเปลี่ยนแผนกสูงขึ้น
- คนใหม่เข้ามา และตำแหน่งของคุณสูงขึ้น หรือรับหน้าที่เพิ่ม
- บริษัทปรับเปลี่ยน budget หรือเข้าเทพเขตใหม่ (ดูเหมือนสด)
- คุณเพิ่งขึ้นชั้น หรือได้หนังสือรับรองใหม่
- เพื่อนๆ ระดับเดียวกัน ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว
เหตุการณ์แบบนี้เป็น "ประตูเปิด" ของการต่อรองใหม่ ถ้าไม่ใช้เวลานี้ มันอาจจะต้องรอเนื้อที่ใหม่เกิดขึ้นอีก
กรณีต้องเปลี่ยนบริษัท?
บางครั้ง การต่อรองไม่สำเร็จหรือบริษัทไม่พร้อมปรับเปลี่ยน บอกไว้ตรงนี้ว่า มันไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว บางบริษัทมี budget ไม่พอ บางที่ระบบไม่ยืดหยุ่น บางที่ผู้บริหารไม่คิดค่อย
ถ้าเป็นแบบนี้ จากความสำเร็จของการต่อรองที่คุณได้รับจากบริษัทอื่น ลองใช้มันเป็นหลักฐานยืนยันมูลค่าของคุณ เมื่อไปสมัครงานที่ใหม่
หลายคนเหนือกว่า "ก้าวไปข้างหน้า" ได้ด้วยการเปลี่ยนบริษัท และเงินเดือนขึ้นไป 20-40% จากเดิม ไม่ใช่เรื่องแปลก
ตัวเลขที่ควรรู้
ตามรายงาน HR ต่างๆ (อ้างอิงจาก Britannica และหลายแหล่งข้อมูล) ความพึงพอใจในงาน เชื่อมโยงกับปัจจัย 3 อย่าง: เงิน สวัสดิการ และการมีโอกาสพัฒนา
หากด้านใดด้านหนึ่งต่ำมากเกินไป คนจะหาทางออกไปหาที่อื่น
การต่อรองเปิดให้ให้ได้สิ่งที่คุณสมควร คือการลงทุนในตัวเอง เป็นการสื่อสารว่า "ผมรู้มูลค่าของผม" และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความสัตย์จริงระหว่างคุณกับบริษัท
สรุปสั้นๆ
ไม่ต้องอายหรือกังวลเกิน ถ้าคุณทำงานดี มีผลงาน ก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอเงินเดือนและสวัสดิการที่ใหม่และเหมาะสมกว่า
สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้ดี พูดจาที่เป็นธรรมชาติ และเข้าใจว่านี่เป็นการเจรจา ไม่ใช่การขอ
บริษัทที่ดี จะเข้าใจเรื่องนี้ และถ้าคุณเจอที่ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า "อย่าคิดเรื่องเงินสักที" ... ลองคิดดูว่า มันคือสถานที่ที่ถูกต้องสำหรับคุณจริงๆ หรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม หลายๆ บริษัย ที่เดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ พอใจที่พนักงานเสนอมาและมีความชัดเจน เพราะมันแสดงความบัญชาคับ ความจริงใจ และการสื่อสารที่ดี
เอาสิ คราวนี้อย่ากลัว ทำได้แล้ว 👍