อุดรจ๊อบดอทคอม (Udon Job)

การต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการในยุคใหม่ – ไม่ต้องอาย เอาไปเลย

โดย ธนากร โคตรปัญญา · 11 สิงหาคม 2569

ส่วนสูงแล้ว ถึงเวลาก้าวไปข้างหน้า

คุณทำงานมา 2-3 ปีแล้ว ตัวเองเติบโตขึ้นเยอะ ทักษะดีขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น แต่เงินเดือนยังเดิมเหมือนวันแรกเข้างาน รู้สึกไม่เท่าไหร่ใช่ไหม

หรืออีกกรณี: เพิ่งได้หน้างานใหม่ แล้วค่อยรู้ว่าเพื่อนๆ ในตำแหน่งเดียวกัน ที่บริษัทอื่น ได้เงินเดือนสูงกว่านี้ไม่น้อย

สถานการณ์แบบนี้อยู่เรื่อยๆ ในตลาดแรงงานไทยปัจจุบัน และความจริงก็คือ คุณมีสิทธิ์ที่จะนั่งลงคุยเรื่องนี้กับหัวหน้า อย่างเปิดเผยและมีเกียรติ ไม่ต้องอายหรือรู้สึกว่าเป็นความประจบ

ทำไมการต่อรองถึงสำคัญ?

ถ้าหากเงินเดือนของคุณต่ำกว่ามูลค่าของคุณ 10% ทำให้เสียไปเท่าไหร่ในช่วง 5 ปี 10 ปี? คิดแล้วสิ้นหวังใช่ไหม

การต่อรองไม่ใช่เรื่องน่าเกรงขาม เป็นการดูแลตัวเองและรู้มูลค่าของตัวเอง บริษัทที่ดีจะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องปกติ และมักสงวนงบประมาณไว้สำหรับเรื่องแบบนี้ ถ้าคุณเจอคนที่โกรธหรือไม่พอใจแค่เพราะเธอขอพูดถึงเงิน... ลองสะเทือนใจเสียหน่อยว่าคุณควรจะทำงานกับบริษัทอันนั้นจริงๆ หรือเปล่า

ตรงไหนบ้างที่ควรต่อรอง

1. เงินเดือนพื้นฐาน

ตรงไปตรงมาเลย นี่คือที่หลักที่สุด ตัวเลขนี้ส่งผลต่อทุกอย่าง: โบนัส ลาพักร้อน เบี้ยประกันสังคม

แล้วเงินเดือน "เท่าไหร่" เป็นเงินเดือนที่สมควร? สามารถเช็ค salary surveys ของบริษัท HR ต่างๆ ดูช่วงอัตราเงินเดือนของตำแหน่งของคุณในอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นกลาง

2. โบนัส และสิ่งเสริมอื่นๆ

บางบริษัทให้โบนัส 1-2 เดือน บางที่ให้ 3-6 เดือน บางที่คิดตามผลงาน บางที่คิดตามสถานะ โบนัสเพิ่มเติม บ่อยครั้ง ไม่มีใครบอกว่าต้องยอมรับสิ่งที่บริษัทเสนอมาก่อน เธอเสนอมา แล้วคุณก็มีเสรีภาพในการเสนอตัวเลขกลับไป

3. สวัสดิการ (Benefits)

บริษัทเดิมเจอบ้าง สวัสดิการเยอะเอี่ยม เหมือน:

  • ประกันสุขภาพ (เอกชน) ที่ครอบคลุมคนในครอบครัว
  • เบี้ยประกันชีวิต
  • พักร้อน (วันลาพักร้อนต่อปี)
  • ลาป่วยเพิ่มเติม หรือลาเลขานุการเพิ่มเติม
  • ลาเรียน (สำหรับคนเรียนต่อ)
  • ค่าเดินทาง หรือรถรับส่ง
  • ค่า WiFi ที่บ้าน (สำหรับคนทำงานรีโมท)
  • โอกาสพัฒนาทักษะ: คอร์ส หรือการประชุมวิชาการ
  • ที่อยู่อาศัยเบื้องต้น หรือสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ
  • กองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่บริษัทสมทบเพิ่มเติม

เรื่องสวัสดิการเพียงแต่บาง บริษัทไม่ได้แจกแจงให้ชัด บางที่คุณต้องสอบถาม บางที่ต้องขอ ลองสักครั้งดูว่ามีอะไรพิเศษเพื่อให้มัน "อยู่ในแพ็คเกจ" ของคุณ

4. ความยืดหยุ่นในงาน (Flexibility)

เรื่องสวัสดิการจึงไม่ได้มีแต่เงิน ในยุคนี้ ความยืดหยุ่นนับเป็นคุณค่าสูงมาก ว่า:

  • ลดชั่วโมง (ถ้าจะเรียนต่อ หรือมีโครงการส่วนตัว)
  • ทำงานรีโมท เต็มเวลา หรือบางวัน
  • ปรับเวลาเข้า-ออก
  • สัปดาห์ 4 วัน (อันนี้ยังหายากไทย แต่มีบริษัทเล็กเริ่มลองแล้ว)

สิ่งพวกนี้ อาจมีคุณค่ามากกว่าเงินเดือนเพิ่มอีก 2,000 บาทด้วยซ้ำ ลองคิดดูสิว่าเวลาและสุขภาพจิตคุณมีค่าเท่าไหร่

เตรียมตัวก่อนจะคุย

ทำให้ตัวเองพร้อม

ก่อนนั่งลงคุยกับหัวหน้า คุณควรเตรียมตัวให้แน่นอน:

  • สรุปผลงานของคุณ: ใน 6-12 เดือนที่ผ่านมา คุณทำไหนบ้าง ประสบความสำเร็จยังไง ผลมูลค่าต่อบริษัทเท่าไหร่
  • ทักษะใหม่ที่ได้: คุณเรียนอะไรใหม่ ได้ใบรับรองอะไร เก่งขึ้นไปจากเดิม
  • ข้อมูลตลาด: เงินเดือนปกติของตำแหน่งนี้ที่อื่นเท่าไหร่ (อย่าอ้างตัวเลขสูงจนฟังดูไม่สมเหตุสมผล)
  • ความจำเป็น: ถ้าคุณมีความต้องการเฉพาะ (เช่น ต้องลาเรียน หรือต้องอยู่ใกล้บ้าน) ลองคิดว่าจะขอแบบไหน

เลือกเวลาที่ดี

อย่าเลือกเวลาที่หัวหน้าเครียด หรือหลังจากข่าวลือ "บริษัทจะมีการปรับปรุง" ลองจัดนัดอย่างเป็นทางการ บอกหัวหน้าว่า "ครับ/ค่ะ มีเรื่องขอคุยนะ" เพื่อให้เธอเตรียมใจและเวลาสำหรับสนทนาที่สำคัญ

วิธีคุย ที่ไม่เสี่ยง

เปิดประเด็นอย่างมืออาชีพ

ตัวอย่างวิธีพูด:

"ครับ/ค่ะ ผมได้คิดดูกับความเติบโตของตัวเองในบริษัทนี้ และอยากคุยเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการบ้าง ผมเชื่อว่าผลงานของผมมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าสักปีที่แล้ว และอยากเสนอให้ปรับเปลี่ยนตามแนว"

ไม่ต้องเสียมารยาทหรืออ้อม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด

เน้นว่ามูลค่าของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของคุณ

อย่าพูดแบบนี้: "ผมเงินไม่พอใช้แล้ว ให้เพิ่มเงินด้วย"

พูดแบบนี้แทน: "ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นมูลค่ามากขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดตอนนี้"

ผลต่างมากเลย คำแรกฟังดูเหมือนคำขอ คำที่สองฟังดูเหมือนการเจรจาระหว่างมืออาชีพ

พูดตัวเลข แต่ไม่ขาดความยืดหยุ่น

มีความชัดเจนในตัวเลขที่เสนอ ("เสนอเงินเดือน 35,000 บาท" ชัดกว่า "เสนออยากได้เยอะๆ") แต่พูดแบบที่มีโอกาสการเจรจา

ตัวอย่าง: "ผมศึกษาข้อมูลตลาดแล้ว และเสนออยากได้เงินเดือนอยู่ในช่วง 35,000-38,000 บาท โดยปรึกษากับหัวหน้าว่า ตัวเลขไหนที่สมควรกับสถานการณ์ของบริษัทตอนนี้"

มันดูเหมือนคุณทำการบ้านแล้ว และพร้อมที่จะยืดหยุ่น

เตรียมตัวรับคำตอบ

อาจจะไม่ตกลงได้ทันที บางครั้งหัวหน้าอาจ:

  • พูดว่า "ต้องไปคุยกับสายการจัดการหรือผู้บริหาร"
  • ขอเวลา 1-2 สัปดาห์ในการพิจารณา
  • เสนอตัวเลขที่ต่ำกว่า แต่ตกลงได้ 50%
  • ไม่อนุมัติเงินเดือน แต่อนุมัติโบนัส หรือสวัสดิการเพิ่มเติม

ทุกสิ่งนี้ปกติ อย่าหมดความเชื่อใจเลย ถ้าเจอการปฏิเสธครั้งแรก ลองถาม "ต้องไปตรวจสอบเงื่อนไขอะไร ถึงจะสามารถทำได้ ครับ/ค่ะ" เพื่อให้ขาดทางไปข้างหน้า

จะเป็นยังไง ถ้าคุณเป็นพนักงานใหม่?

ก่อนลงสายเซ็นต์สัญญา ถึงเวลาต่อรอง นี่จริงๆ ที่สำคัญที่สุด

ถ้าหัวหน้า HR เสนอเงินเดือน บอกว่า "ให้เวลา 1-2 วันคิด" แล้วลองตอบกลับมา "ขอบคุณนะค่ะ/ครับ หลังจากพิจารณาแล้ว ผมเสนออยากได้เงินเดือน [ตัวเลขนี้] เนื่องจาก [เหตุผล]" เก้าครั้งจากสิบ ตัวเลขจะขึ้นไป หรือน้อยที่สุด พวกเขาก็จะชื่นชม ความกล้าและความชัดเจนของคุณ

ในช่วงสมัครสอบ คุณมี leverage มากที่สุด ถ้าพลาดตอนนี้ต้องรอ 3-4 ปี

เมื่อตลาดเปลี่ยน ทีมบริษัทเปลี่ยน

มีเหตุการณ์บางอย่างที่แสดงว่า "คุณควรจะคิดเรื่องการต่อรองใหม่":

  • คุณได้โครงการใหญ่ใหม่ หรือเปลี่ยนแผนกสูงขึ้น
  • คนใหม่เข้ามา และตำแหน่งของคุณสูงขึ้น หรือรับหน้าที่เพิ่ม
  • บริษัทปรับเปลี่ยน budget หรือเข้าเทพเขตใหม่ (ดูเหมือนสด)
  • คุณเพิ่งขึ้นชั้น หรือได้หนังสือรับรองใหม่
  • เพื่อนๆ ระดับเดียวกัน ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว

เหตุการณ์แบบนี้เป็น "ประตูเปิด" ของการต่อรองใหม่ ถ้าไม่ใช้เวลานี้ มันอาจจะต้องรอเนื้อที่ใหม่เกิดขึ้นอีก

กรณีต้องเปลี่ยนบริษัท?

บางครั้ง การต่อรองไม่สำเร็จหรือบริษัทไม่พร้อมปรับเปลี่ยน บอกไว้ตรงนี้ว่า มันไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว บางบริษัทมี budget ไม่พอ บางที่ระบบไม่ยืดหยุ่น บางที่ผู้บริหารไม่คิดค่อย

ถ้าเป็นแบบนี้ จากความสำเร็จของการต่อรองที่คุณได้รับจากบริษัทอื่น ลองใช้มันเป็นหลักฐานยืนยันมูลค่าของคุณ เมื่อไปสมัครงานที่ใหม่

หลายคนเหนือกว่า "ก้าวไปข้างหน้า" ได้ด้วยการเปลี่ยนบริษัท และเงินเดือนขึ้นไป 20-40% จากเดิม ไม่ใช่เรื่องแปลก

ตัวเลขที่ควรรู้

ตามรายงาน HR ต่างๆ (อ้างอิงจาก Britannica และหลายแหล่งข้อมูล) ความพึงพอใจในงาน เชื่อมโยงกับปัจจัย 3 อย่าง: เงิน สวัสดิการ และการมีโอกาสพัฒนา

หากด้านใดด้านหนึ่งต่ำมากเกินไป คนจะหาทางออกไปหาที่อื่น

การต่อรองเปิดให้ให้ได้สิ่งที่คุณสมควร คือการลงทุนในตัวเอง เป็นการสื่อสารว่า "ผมรู้มูลค่าของผม" และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความสัตย์จริงระหว่างคุณกับบริษัท

สรุปสั้นๆ

ไม่ต้องอายหรือกังวลเกิน ถ้าคุณทำงานดี มีผลงาน ก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอเงินเดือนและสวัสดิการที่ใหม่และเหมาะสมกว่า

สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้ดี พูดจาที่เป็นธรรมชาติ และเข้าใจว่านี่เป็นการเจรจา ไม่ใช่การขอ

บริษัทที่ดี จะเข้าใจเรื่องนี้ และถ้าคุณเจอที่ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า "อย่าคิดเรื่องเงินสักที" ... ลองคิดดูว่า มันคือสถานที่ที่ถูกต้องสำหรับคุณจริงๆ หรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม หลายๆ บริษัย ที่เดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ พอใจที่พนักงานเสนอมาและมีความชัดเจน เพราะมันแสดงความบัญชาคับ ความจริงใจ และการสื่อสารที่ดี

เอาสิ คราวนี้อย่ากลัว ทำได้แล้ว 👍

ธนากร โคตรปัญญา
นักเขียนและที่ปรึกษาด้านอาชีพในอุดรธานี ผู้มีประสบการณ์ทำงาน HR มากกว่า 10 ปี มุ่งพัฒนาศักยภาพคนท้องถิ่นและผู้หางานทุกกลุ่ม